ของแจกฟรี ของสมนาคุณ ของแถม และของแจกเมื่อถึงยอด เสียภาษีอย่างไร?
ธุรกิจจำนวนมากมีการแจกสินค้าเพื่อส่งเสริมการขาย เช่น แจกสินค้าทดลอง แจกของฟรี ซื้อสินค้าแล้วมีของแถม ซื้อครบยอดได้รับของ หรือให้รางวัลแก่ Dealer เมื่อทำยอดถึงเป้า
แม้ทั้งหมดจะดูเหมือน “แจกฟรี” เหมือนกัน แต่ทางภาษีไม่ได้ปฏิบัติเหมือนกัน
ทุกครั้งที่มีของแจก ควรแยกพิจารณาอย่างน้อย 4 เรื่อง คือ
ภาษีมูลค่าเพิ่มฝั่งขาย — ต้องคิดภาษีขายจากของที่แจกหรือไม่
ภาษีมูลค่าเพิ่มฝั่งซื้อ — ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จ่ายตอนซื้อหรือผลิตของแจกนำมาเป็นภาษีซื้อได้หรือไม่
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย — ตอนให้ของต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่
ภาษีเงินได้นิติบุคคล — ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายของของที่แจกนำมาหักในการคำนวณกำไรสุทธิทางภาษีได้หรือไม่
และก่อนพิจารณาภาษี ให้ดูข้อเท็จจริงก่อนว่า แจกอะไร แจกให้ใคร แจกเพราะอะไร ผู้รับต้องซื้อสินค้าหรือไม่ และแจกพร้อมการขายหรือแจกภายหลัง
1. แจกสินค้าตัวอย่างให้ลูกค้าทดลองใช้
ตัวอย่างเช่น บริษัทขายเครื่องสำอาง มีครีมขนาดทดลอง 5 ml สำหรับแจก ขณะที่สินค้าที่ขายจริงเป็นขนาด 50 ml หรือบริษัทผลิตเครื่องดื่มมีขวด Sample ที่ผลิตขึ้นมาเพื่อแจกตามงานทดลองสินค้าโดยเฉพาะ
กรณีนี้ต้องแยกคำว่า “สินค้าตัวอย่าง” ออกจาก “สินค้าที่มีไว้ขายแต่หยิบออกมาแจก” ให้ชัด เพราะผลทางภาษีมูลค่าเพิ่มไม่เหมือนกัน
ในทางปฏิบัติ บริษัทควรทำให้ Sample แยกจากสินค้าขายได้ เช่น แยกรหัสสินค้า แยกขนาดหรือบรรจุภัณฑ์ และควรระบุ “สินค้าตัวอย่าง ห้ามจำหน่าย” หรือ “Sample – Not for Sale”
ภาษีมูลค่าเพิ่มฝั่งขาย
ถ้าเป็น สินค้าตัวอย่างจริงที่จัดทำขึ้นเพื่อแจกในกิจกรรมส่งเสริมการขาย ไม่ต้องนำมูลค่าของสินค้าตัวอย่างไปคำนวณภาษีขาย
ตัวอย่างเช่น บริษัทผลิตครีม Sample ขนาด 5 ml จำนวน 5,000 ซองสำหรับแจกโดยเฉพาะ และไม่มีการขายสินค้าขนาดดังกล่าวตามปกติ เมื่อแจกให้ลูกค้าทดลองใช้ บริษัทไม่ต้องตั้งภาษีขายจาก Sample เหล่านั้น
แต่ถ้าบริษัทนำ สินค้าที่มีไว้จำหน่ายตามปกติ ออกจาก Stock แล้วแจก แม้จะบันทึกว่าเป็น Sample ก็ยังถือเป็นการนำสินค้าที่มีไว้ขายไปแจก และต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
เช่น บริษัทขายครีมขนาด 50 ml ราคาปกติ 1,000 บาท และนำครีมขนาดเดียวกันจาก Stock สินค้าขายมาแจก 20 กระปุก
กรณีนี้ต้องคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มจากสินค้าที่แจก โดยใช้ราคาตลาดของสินค้า ณ วันที่แจกเป็นหลักในการกำหนดฐานภาษี
ภาษีมูลค่าเพิ่มฝั่งซื้อ
ภาษีซื้อจากต้นทุนหรือวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับการผลิต Sample หรือจากการซื้อ Sample มาเพื่อกิจกรรมส่งเสริมการขาย นำมาเครดิตได้ หากเกี่ยวข้องกับกิจการที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มและมีใบกำกับภาษีถูกต้อง
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
ถ้าแจก Sample ให้ ผู้บริโภคทั่วไปเพื่อทดลองใช้ ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย เพราะไม่ได้เป็นค่าตอบแทนหรือรางวัลที่จ่ายให้ผู้รับ
แต่ถ้าผู้รับเป็น Dealer หรือ Distributor ที่อยู่ในช่องทางจำหน่ายของบริษัท ต้องพิจารณาแยกตามกรณีในหัวข้อ Dealer
ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ต้นทุนของ Sample สามารถถือเป็น รายจ่ายส่งเสริมการขาย ได้ หากแจกเพื่อประโยชน์ของกิจการจริงและมีหลักฐานรองรับ
เอกสารที่ควรมี
รหัสสินค้า Sample แยกจากสินค้าขาย
บรรจุภัณฑ์หรือขนาดทดลองแยกจากสินค้าปกติ
ระบุ “สินค้าตัวอย่าง ห้ามจำหน่าย” หรือ “Sample – Not for Sale”
เอกสารอนุมัติการแจก Sample
ใบเบิกสินค้าออกจาก Stock
รายงานจำนวนสินค้าที่นำไปแจก
รายละเอียดสถานที่หรือกิจกรรมที่แจก
หลักฐานการจัดกิจกรรม เช่น รูปภาพ รายงานกิจกรรม หรือ Marketing Report
ข้อควรระวัง
อย่าใช้เพียงคำว่า “Sample” ในใบเบิกสินค้าแล้วถือว่าไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะกรมสรรพากรจะดูข้อเท็จจริงว่าสินค้านั้นเป็นสินค้าตัวอย่างจริงหรือเป็นสินค้าที่บริษัทมีไว้จำหน่ายตามปกติ
ถ้า Sample มีรูปลักษณ์ ขนาด บรรจุภัณฑ์ และรหัสสินค้าเหมือนสินค้าที่ขายทุกอย่าง ความเสี่ยงในการถูกมองว่าเป็นสินค้าที่มีไว้จำหน่ายจะสูงขึ้น
2. แจกของฟรีเพื่อโปรโมต โดยผู้รับไม่ต้องซื้อสินค้า
ตัวอย่างเช่น บริษัทจัดงานเปิดตัวสินค้า แจกแก้วน้ำ เสื้อ กระเป๋า หรือของที่ระลึกให้ผู้เข้าร่วมงานทุกคน โดยผู้รับไม่จำเป็นต้องซื้อสินค้าของบริษัท
กรณีนี้ไม่ใช่ Sample และไม่ใช่ของแถม เพราะของที่แจกไม่ได้ผูกอยู่กับรายการขายใดรายการหนึ่ง
ภาษีมูลค่าเพิ่มฝั่งขาย
โดยทั่วไป ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากของที่แจก
เช่น บริษัทซื้อแก้วน้ำมา 500 ใบเพื่อนำไปแจกในงานเปิดตัวสินค้า เมื่อนำแก้วออกไปแจก บริษัทต้องพิจารณาภาษีขายจากแก้วที่แจก
ฐานภาษีมูลค่าเพิ่มโดยหลักใช้ ราคาตลาดของสินค้าที่แจก ณ วันที่ส่งมอบ
เช่น ซื้อแก้วมาใบละ 100 บาท แต่ราคาตลาดของแก้วดังกล่าวในวันที่แจกคือ 150 บาท กรณีที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องพิจารณาฐานจากราคาตลาด 150 บาท ไม่ใช่เลือกใช้ต้นทุน 100 บาทเพราะต่ำกว่า
ภาษีมูลค่าเพิ่มฝั่งซื้อ
ภาษีมูลค่าเพิ่มที่บริษัทจ่ายตอนซื้อของมาแจก นำมาเครดิตได้ หากซื้อเพื่อกิจกรรมส่งเสริมการขายของบริษัทโดยตรง มีใบกำกับภาษีถูกต้อง และไม่เข้าลักษณะภาษีซื้อต้องห้าม
ดังนั้นกรณีนี้อาจเกิดทั้ง
ตอนซื้อของมา → มีภาษีซื้อ
ตอนแจกของ → มีภาษีขาย
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
ถ้าแจกให้ผู้บริโภคทั่วไปโดยไม่มีเงื่อนไขตอบแทน ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย
แต่ถ้าแจกให้ Dealer หรือผู้ซื้อสินค้าไปขายต่อ ต้องดูว่าของที่ได้รับเป็นประโยชน์จากการส่งเสริมการขายหรือไม่ เพราะอาจต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3%
และถ้าบริษัทให้ของ แลกกับบริการ เช่น ให้โทรศัพท์แก่ Influencer แลกกับการ Review หรือให้สินค้าฟรีแก่บริษัท Media แลกกับการโฆษณา กรณีนี้ไม่ใช่ของแจกฟรี แต่เป็นค่าตอบแทนที่จ่ายเป็นสิ่งของ ต้องพิจารณาภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามประเภทบริการนั้น
ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ต้นทุนของสินค้าที่แจกสามารถเป็นรายจ่าย Marketing หรือส่งเสริมการขายได้ หากมีวัตถุประสงค์ทางธุรกิจชัดเจน
แต่ถ้าซื้อของราคาแพงไปแจกบุคคลบางรายโดยไม่มีโครงการ ไม่มีเงื่อนไข และอธิบายไม่ได้ว่าเกี่ยวข้องกับกิจการอย่างไร มีความเสี่ยงที่จะถูกมองว่าเป็นรายจ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการ
เอกสารที่ควรมี
Marketing Plan หรือเอกสารอนุมัติกิจกรรม
วัตถุประสงค์ของการแจก
กลุ่มเป้าหมาย
จำนวนและประเภทของที่แจก
งบประมาณ
PO / ใบเสร็จ / ใบกำกับภาษีจากการซื้อของแจก
ใบเบิกสินค้าออกจาก Stock
หลักฐานการจัด Event หรือกิจกรรม
รายงานจำนวนของที่แจกจริง
หลักฐานราคาตลาด หากกรณีนั้นต้องตั้งภาษีขาย
หลักฐานผู้รับหรือการส่งมอบ สำหรับของที่มีมูลค่าสูง
ข้อควรระวัง
คำว่า “แจกเพื่อ Marketing” ไม่ได้ทำให้ของที่แจกได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มโดยอัตโนมัติ
ถ้าเป็นของแจกฟรีทั่วไปที่ไม่เข้าเงื่อนไข Sample ของแถม หรือข้อยกเว้นอื่น บริษัทต้องพิจารณาภาษีขายด้วย
และถ้าของที่ให้มีสิ่งตอบแทน เช่น ต้อง Review ต้องโพสต์ หรือต้องทำงานให้บริษัท ต้องเปลี่ยนวิธีพิจารณาจาก “ของแจก” เป็น “ค่าตอบแทน” ทันที
3. ของขวัญหรือของสมนาคุณตามเทศกาล
ตัวอย่างเช่น กระเช้าปีใหม่ ปฏิทิน สมุด Diary ของชำร่วย หรือของขวัญที่มอบให้ลูกค้าตามธรรมเนียมทางธุรกิจ
กรณีนี้ต้องระวัง เพราะภาษีมูลค่าเพิ่มฝั่งขาย ภาษีมูลค่าเพิ่มฝั่งซื้อ และภาษีเงินได้นิติบุคคลอาจให้ผลต่างกัน
ภาษีมูลค่าเพิ่มฝั่งขาย
ถ้าเป็นของขวัญที่ให้ตามประเพณีทางธุรกิจ และเข้าเงื่อนไข เช่น
ให้ในเทศกาลหรือโอกาสตามขนบธรรมเนียม
เป็นของที่ธุรกิจทั่วไปพึงให้กัน
มีชื่อบริษัท ชื่อการค้า หรือเครื่องหมายการค้าปรากฏอยู่
และมีมูลค่าไม่เกินสมควร
บริษัท ไม่ต้องนำมูลค่าของดังกล่าวมาคำนวณภาษีขาย
ตัวอย่างเช่น บริษัทจัดทำปฏิทินที่มี Logo บริษัทและแจกให้ลูกค้าช่วงปีใหม่
แต่ถ้าบริษัทซื้อโทรศัพท์ราคา 50,000 บาทให้ลูกค้าหนึ่งรายแล้วเรียกว่า “ของขวัญปีใหม่” ไม่ได้หมายความว่าจะเข้าเงื่อนไขดังกล่าวโดยอัตโนมัติ
ภาษีมูลค่าเพิ่มฝั่งซื้อ
ถ้าเป็นของขวัญในลักษณะ ค่ารับรอง เช่น กระเช้าปีใหม่ที่ซื้อไปให้ลูกค้า ภาษีมูลค่าเพิ่มจากการซื้อเป็น ภาษีซื้อต้องห้าม
เช่น ซื้อกระเช้าราคา 2,000 บาท + ภาษีมูลค่าเพิ่ม 140 บาท
ภาษีมูลค่าเพิ่ม 140 บาทไม่ควรนำไปเครดิตกับภาษีขาย แต่รวมเป็นต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายของรายการนั้น
อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นสื่อโฆษณาที่ผลิตแจกทั่วไป เช่น ปฏิทินจำนวนมากที่มี Logo บริษัทและใช้เพื่อประชาสัมพันธ์ ต้องดูข้อเท็จจริงอีกครั้งว่าเป็นค่าโฆษณาส่งเสริมการขายจริง หรือเป็นของขวัญในลักษณะค่ารับรอง ไม่ควรเหมารวมทุกอย่างเป็นค่ารับรอง
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
ถ้าเป็นของขวัญให้ลูกค้าทั่วไปตามเทศกาล โดยทั่วไปไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย
แต่ถ้าผู้รับเป็น Dealer และได้รับของเพราะทำยอดซื้อหรือยอดขายถึง Target ถึงแม้บริษัทจะเรียกว่า “ของสมนาคุณ” ก็ต้องพิจารณาเป็นประโยชน์จากการส่งเสริมการขายและอาจต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3%
ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ถ้าเข้าลักษณะค่ารับรอง ค่าสิ่งของที่ให้ลูกค้าสามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายได้ ไม่เกิน 2,000 บาทต่อคนต่อครั้ง และค่ารับรองทั้งหมดต้องอยู่ภายในเพดานตามกฎหมาย
ดังนั้นซื้อกระเช้าราคา 4,000 บาทให้ลูกค้ารายหนึ่ง ไม่ใช่ว่าจะนำมาหักภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ทั้งหมดเพียงเพราะมีใบเสร็จครบ
เอกสารที่ควรมี
เอกสารอนุมัติการให้ของขวัญ
วัตถุประสงค์และเทศกาลหรือโอกาสที่ให้
รายชื่อลูกค้าผู้รับ
วันที่ให้
รายละเอียดและมูลค่าของของขวัญ
PO / ใบเสร็จ / ใบกำกับภาษี
หลักฐานการส่งมอบ
ผู้มีอำนาจอนุมัติ
รายงานค่ารับรองสะสม เพื่อควบคุมเพดานภาษี
ถ้าอ้างว่าเป็นของตามประเพณีทางธุรกิจ ควรมี Logo ชื่อบริษัท หรือหลักฐานอื่นที่ช่วยสนับสนุนลักษณะดังกล่าว
ข้อควรระวัง
อย่าเหมารวมว่า “แจกช่วงปีใหม่” แล้วจะเป็นค่ารับรองทุกกรณี หรือไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มทุกกรณี ต้องดูทั้งลักษณะของของ ผู้รับ มูลค่า และวัตถุประสงค์
อีกจุดที่พลาดบ่อยคือ ภาษีขายอาจไม่เกิด แต่ภาษีซื้ออาจยังเป็นภาษีซื้อต้องห้าม เช่น กระเช้าปีใหม่ให้ลูกค้า
4. ซื้อสินค้าแล้วแถมทันที
ตัวอย่างเช่น
ซื้อ 10 ชิ้น แถม 1 ชิ้น
ซื้อโทรศัพท์ แถมหูฟัง
ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า แถมพัดลม
กรณีนี้เป็นของแถมที่ผูกกับการขายโดยตรง
ภาษีมูลค่าเพิ่มฝั่งขาย
ไม่ต้องคิดภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มจากของแถม หากของแถมเกิดจากการขายมูลค่าของแถมไม่เกินมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่ขาย และมีการระบุชนิด ประเภท และจำนวนของแถมไว้ในใบกำกับภาษีฉบับเดียวกับสินค้าที่ขาย
ตัวอย่าง
ขายสินค้า A จำนวน 10 ชิ้น ราคา 10,000 บาท
แถมสินค้า B จำนวน 1 ชิ้น มูลค่าปกติ 800 บาท
ภาษีมูลค่าเพิ่มคำนวณจาก 10,000 บาท ไม่ต้องนำ 800 บาทของสินค้า B มาบวกเพิ่ม
ของแถมส่งทีหลังได้
ถ้าตอนขายกำหนดสิทธิของแถมไว้แล้ว และระบุของแถมไว้ในใบกำกับภาษีตั้งแต่วันที่ขาย แม้บริษัทจะส่งของแถมให้ลูกค้าในภายหลังก็ยังถือเป็นของแถมตามรายการขายเดิมได้
แต่ถ้าขายสินค้าเสร็จไปแล้ว ไม่มีของแถมอยู่ใน Promotion หรือใบกำกับภาษี แล้วบริษัทค่อยตัดสินใจส่งของให้เพิ่มเติมในภายหลัง กรณีนั้นมีความเสี่ยงกลายเป็นการแจกสินค้าและเกิดภาษีขาย
ของแถมมูลค่าสูงกว่าสินค้าที่ขาย
ถ้าซื้อสินค้า 5,000 บาท แต่แถมโทรศัพท์มูลค่า 20,000 บาท จะไม่เข้าเงื่อนไขยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มของของแถม เพราะมูลค่าของแถมสูงกว่าสินค้าที่ขาย
ภาษีมูลค่าเพิ่มฝั่งซื้อ
ภาษีมูลค่าเพิ่มจากสินค้าที่ซื้อมาใช้เป็นของแถม นำมาเครดิตได้ หากเกี่ยวข้องกับการขายของบริษัทและมีใบกำกับภาษีถูกต้อง
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
ถ้าเป็นของแถมที่ให้พร้อมการขายและเข้าเงื่อนไข แม้ผู้ซื้อจะเป็น Dealer ที่ซื้อสินค้าไปขายต่อ ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากมูลค่าของแถม
นี่คือจุดต่างสำคัญระหว่าง
“Dealer ซื้อ 10 แถม 1” → ไม่มีภาษีหัก ณ ที่จ่าย เพราะเป็นกรณีลักษณะภาษีหัก ณ ที่จ่าย Dealer ซื้อ 10 แถม 1 ส่งมอบพร้อมกัน (ของแถมประกอบการขาย)
กับ
“Dealer ซื้อสะสมครบ 1 ล้านบาทแล้วได้รับโทรศัพท์” → มีประเด็นภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% (รางวัล/ประโยชน์จากการส่งเสริมการขาย)
ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ต้นทุนของสินค้าแถมสามารถถือเป็นต้นทุนหรือรายจ่ายส่งเสริมการขายได้
เอกสารที่ควรมี
Promotion Approval
ประกาศเงื่อนไข เช่น ซื้อกี่ชิ้น แถมอะไร
ระยะเวลา Promotion
มูลค่าของสินค้าที่ขายและของแถม
ใบกำกับภาษีที่ระบุชนิด ประเภท และจำนวนของแถม
ใบเบิกสินค้าแถมออกจาก Stock
หลักฐานการส่งมอบ
ถ้าส่งของแถมภายหลัง ต้องสามารถเชื่อมโยงของที่ส่งกลับไปยังใบกำกับภาษีและรายการขายเดิมได้
ข้อควรระวัง
ของแถมต้องถูกกำหนดตั้งแต่ตอนขาย ไม่ใช่ขายเสร็จแล้วค่อยเปลี่ยนสินค้าที่แจกภายหลังให้กลายเป็น “ของแถม”
อีกจุดที่สำคัญคือ อย่าลืมระบุของแถมในใบกำกับภาษี เพราะถ้าเอกสารการขายไม่มีข้อมูลของแถมเลย จะมีความเสี่ยงในการพิสูจน์ว่าเป็นของแถมตามรายการขายจริง
5. ซื้อครบยอดภายในวัน แล้วได้รับของ
ตัวอย่างเช่น
ซื้อครบ 1,000 บาทภายในวัน รับแก้วน้ำ
ซื้อครบ 5,000 บาทภายในวัน รับกระเป๋า
ซื้อครบ 20,000 บาทภายในวัน รับเครื่องใช้ไฟฟ้า
คำว่า “ยอดซื้อในแต่ละวัน” มีความสำคัญสำหรับภาษีมูลค่าเพิ่ม
ภาษีมูลค่าเพิ่มฝั่งขาย
หากลูกค้ามียอดซื้อสินค้าหรือบริการ ในแต่ละวัน ครบตามยอดที่บริษัทกำหนด และมูลค่าของที่แจกไม่เกินมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่ซื้อ บริษัทไม่ต้องนำมูลค่าของแจกมาคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่ม
ตัวอย่าง
ซื้อครบ 5,000 บาทภายในวัน รับกระติกน้ำมูลค่า 600 บาท
ลูกค้าซื้อครบจริง กระติกน้ำมีมูลค่าไม่เกินยอดซื้อ และบริษัทจัดเอกสารถูกต้อง
ไม่ต้องคิดภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มจากกระติกน้ำ 600 บาท
แต่ถ้าซื้อเพียง 5,000 บาทแล้วได้รับของมูลค่า 7,000 บาท จะไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าว
ภาษีมูลค่าเพิ่มฝั่งซื้อ
ภาษีมูลค่าเพิ่มจากสินค้าที่ซื้อมาแจกตาม Promotion นำมาเครดิตได้ หากมีใบกำกับภาษีถูกต้องและเกี่ยวข้องกับกิจการ
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
ถ้าผู้รับเป็นผู้บริโภคทั่วไป หรือเป็นกิจการที่ซื้อสินค้าไปใช้เองและไม่ได้ซื้อไปขายต่อ ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย
ถ้าผู้รับเป็น Dealer ต้องดูอีกครั้งว่าของที่ได้รับเป็นของแถมที่เกิดจากรายการขาย หรือเป็นรางวัลหรือประโยชน์จากยอดซื้อ เพราะกรณีหลังอาจต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3%
ดังนั้นข้อสรุปด้านภาษีมูลค่าเพิ่มว่า “ไม่เสียเพราะซื้อครบยอดภายในวัน” ไม่ได้หมายความว่าภาษีหัก ณ ที่จ่ายจะไม่เกิดเสมอไป
ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ต้นทุนของสินค้าที่แจกตามยอดซื้อสามารถเป็นรายจ่ายส่งเสริมการขายได้
เอกสารที่ควรมี
ประกาศ Promotion ก่อนเริ่มขาย
ระบุชัดว่าเป็นยอดซื้อ “ภายในวัน”
ยอดซื้อขั้นต่ำ
ของที่จะได้รับ
มูลค่าของของแจก
ระยะเวลาของ Promotion
ใบกำกับภาษีหรือเอกสารขายที่แสดงรายการของแจกตามเงื่อนไข
รายงานยอดซื้อของลูกค้า
ใบเบิกของแจกจาก Stock
หลักฐานการส่งมอบ
หลักฐานแยกว่า Customer เป็น Consumer หรือ Dealer หากมีประเด็นภาษีหัก ณ ที่จ่าย
ข้อควรระวัง
อย่านำหลักของ “ยอดซื้อในแต่ละวัน” ไปใช้กับ Promotion สะสมยอดหลายวัน หลายเดือน หรือทั้งปี
ถ้าระบบของบริษัทไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ายอดซื้อครบภายในวันจริง หรือรวมยอดข้ามวันแล้วนำมาใช้สิทธิ อาจไม่เข้าเงื่อนไขทางภาษีมูลค่าเพิ่มตามกรณีนี้
6. สะสมยอดซื้อหลายวัน หลายเดือน หรือหลายไตรมาส แล้วได้รับของภายหลัง
ตัวอย่างเช่น
ซื้อสะสมครบ 100,000 บาทภายใน 3 เดือน รับโทรศัพท์
ซื้อครบ 500,000 บาทภายในปี รับเครื่องใช้ไฟฟ้า
Dealer ซื้อครบ 1 ล้านบาทต่อไตรมาส รับโทรศัพท์หรือทองคำ
กรณีนี้ต่างจาก “ยอดซื้อในแต่ละวัน” และต้องระวังภาษีมูลค่าเพิ่มกับภาษีหัก ณ ที่จ่ายมากขึ้น
ภาษีมูลค่าเพิ่มฝั่งขาย
ถ้าเป็นของรางวัลที่ให้จากยอดสะสม และไม่ได้ถูกจัดเป็นของแถมที่กำหนดไว้ในรายการขายเดิม โดยทั่วไปต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากของที่ให้
ตัวอย่าง
สะสมยอด 3 เดือนครบ 100,000 บาท รับโทรศัพท์
เมื่อครบ 3 เดือน บริษัทส่งโทรศัพท์ให้ลูกค้า
ของดังกล่าวไม่ได้เกิดจากยอดซื้อ “ในแต่ละวัน” และไม่ได้เป็นของแถมในใบกำกับภาษีของรายการขายเดิม จึงต้องพิจารณาภาษีมูลค่าเพิ่มจากโทรศัพท์ที่ให้
ฐานภาษีใช้ ราคาตลาดของสินค้าที่ให้ในวันที่ส่งมอบ
เช่น บริษัทซื้อโทรศัพท์มา 28,000 บาท แต่ราคาตลาดวันที่ส่งมอบคือ 30,000 บาท
ฐานภาษีมูลค่าเพิ่มต้องพิจารณาจาก 30,000 บาท ไม่ใช่ต้นทุน 28,000 บาท
ภาษีมูลค่าเพิ่มฝั่งซื้อ
ภาษีมูลค่าเพิ่มจากโทรศัพท์หรือของรางวัลที่ซื้อมาเพื่อ Promotion นำมาเครดิตได้ หากมีใบกำกับภาษีถูกต้อง
ดังนั้นอาจมีทั้งภาษีซื้อในตอนซื้อของรางวัล และภาษีขายในตอนนำของออกไปให้ลูกค้า
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
ต้องแยกผู้รับชัดเจน
ผู้รับเป็นผู้บริโภคหรือซื้อสินค้าไปใช้เอง ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย
ผู้รับเป็น Dealer หรือผู้ซื้อสินค้าไปขายต่อ ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% จากมูลค่ารางวัลหรือประโยชน์ที่ Dealer ได้รับ
ตัวอย่าง
Dealer ทำยอดครบ 1,000,000 บาท ได้โทรศัพท์มูลค่า 30,000 บาท
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย = 30,000 × 3% = 900 บาท
ถ้ารางวัลเป็นสิ่งของ บริษัทควรกำหนดไว้ตั้งแต่ใน Promotion ว่า Dealer ต้องนำเงินค่าภาษีหัก ณ ที่จ่ายมาชำระ หรือบริษัทจะรับภาระภาษีอย่างไร
ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ต้นทุนของของรางวัลสามารถเป็นรายจ่ายส่งเสริมการขายได้ หาก Promotion มีเงื่อนไขชัดเจนและเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของกิจการจริง
เอกสารที่ควรมี
Promotion Approval
เงื่อนไขยอดสะสม
ช่วงเวลาสะสมยอด เช่น 1 เดือน 3 เดือน หรือ 1 ปี
รายงานยอดซื้อสะสม
รายชื่อผู้มีสิทธิได้รับของ
หลักฐานอนุมัติการให้รางวัล
PO / ใบกำกับภาษีของของรางวัล
หลักฐานราคาตลาดของรางวัล ณ วันที่ส่งมอบ
ใบเบิกสินค้า
หลักฐานการส่งมอบ
หลักฐานว่าเป็น Consumer หรือ Dealer
หนังสือรับรองภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% กรณี Dealer
ข้อควรระวัง
อย่าใช้คำว่า “ของแถม” กับรางวัลจากยอดสะสมโดยอัตโนมัติ เพราะถ้าของไม่ได้ถูกผูกไว้กับรายการขายตั้งแต่ต้น อาจไม่เข้าเงื่อนไขของแถม
อีกเรื่องที่ควรกำหนดก่อนเริ่ม Promotion คือ ใครเป็นผู้รับภาระภาษีหัก ณ ที่จ่าย กรณี Dealer ได้รับรางวัลเป็นสิ่งของ เพราะถ้าไม่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้า มักเกิดปัญหาในวันที่ต้องส่งมอบรางวัล
7. แจกสินค้าให้ Dealer หรือผู้จัดจำหน่าย
ตัวอย่างเช่น
บริษัทผู้ผลิตให้สินค้าฟรีแก่ Distributor
ให้ Dealer นำสินค้าไปแจกต่อ
ให้เสื้อ หมวก หรือสินค้าของบริษัทแก่ Dealer เพื่อช่วยทำ Promotion
หรือส่งสินค้าให้ Dealer เพิ่มโดยไม่คิดเงินและไม่ได้เป็นของแถมในรายการขายเดิม
กรณีนี้อย่านำหลัก “แจก Sample ให้ Consumer” มาใช้โดยตรง
ภาษีมูลค่าเพิ่มฝั่งขาย
ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น บริษัทผลิตเครื่องดื่มขายผ่าน Distributor แล้วส่งเครื่องดื่มฟรี 100 ลังให้ Distributor พร้อมบอกว่าให้นำไปแจกตามร้านค้าเพื่อโปรโมตสินค้า
ถึงแม้บริษัทจะเรียกว่า “Free Sample” แต่ผู้รับของคือ Distributor ซึ่งอยู่ในช่องทางจำหน่าย ไม่ใช่ End Consumer ที่ได้รับ Sample เพื่อทดลองใช้โดยตรง
บริษัทจึงต้องถือการส่งสินค้า 100 ลังนั้นเป็นการขายในทางภาษีมูลค่าเพิ่ม
ถ้าไม่มีการเรียกเก็บเงินจาก Distributor ฐานภาษีให้พิจารณาจาก ราคาตลาดของสินค้าในวันที่ส่งมอบ
ดังนั้นควรจำให้ชัดว่า
Sample แจกให้ End Consumer เพื่อทดลองใช้ → อาจไม่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
แต่
สินค้าแจกให้ Distributor หรือ Dealer เพื่อช่วยทำตลาด → มีภาษีมูลค่าเพิ่ม
ภาษีมูลค่าเพิ่มฝั่งซื้อ
ภาษีมูลค่าเพิ่มของสินค้าที่นำไปแจก Dealer นำมาเครดิตได้ หากเกี่ยวข้องกับกิจกรรมส่งเสริมการขายของบริษัทและมีเอกสารภาษีถูกต้อง
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
ถ้า Dealer หรือ Distributor เป็นผู้ซื้อสินค้าไปขายต่อ และได้รับสินค้า เงิน รางวัล หรือประโยชน์จากบริษัทเนื่องจากการส่งเสริมการขาย ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3%
ตัวอย่าง
บริษัทให้สินค้าแก่ Dealer ฟรีมูลค่า 20,000 บาท เพื่อสนับสนุนยอดขาย Dealer เป็นผู้ซื้อสินค้าของบริษัทไปขายต่อเป็นปกติ
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย = 20,000 × 3% = 600 บาท
แต่ถ้าเป็นของแถมพร้อมรายการขาย เช่น Dealer ซื้อสินค้า 10 ชิ้น แถม 1 ชิ้น และเข้าเงื่อนไขของแถมตามข้อ 4 กรณีนั้น ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากของแถม
ดังนั้น แจกฟรีให้ Dealer
กับ
Dealer ซื้อสินค้าแล้วได้ของแถม
ต้องแยกออกจากกัน
ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ต้นทุนสินค้าที่แจก Dealer สามารถเป็นรายจ่ายส่งเสริมการขายได้ หากพิสูจน์ได้ว่าให้เพื่อช่วยกระจายสินค้า สนับสนุนยอดขาย หรือทำ Promotion จริง
เอกสารที่ควรมี
Dealer Agreement หรือหลักฐานสถานะผู้แทนจำหน่าย
Promotion Policy
วัตถุประสงค์ว่าทำไมจึงให้สินค้า
รายชื่อ Dealer ผู้ได้รับ
จำนวนและมูลค่าของสินค้าที่ให้
ใบเบิก Stock
หลักฐานราคาตลาดสำหรับตั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม
หลักฐานการส่งมอบ
หลักฐานการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3%
หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย
ถ้าอ้างว่าเป็นของแถม ต้องมีหลักฐานจากใบกำกับภาษีและรายการขายเดิมให้ชัดว่าเป็นของแถมจริง
ข้อควรระวัง
อย่าใช้คำว่า “Sample” เพียงเพราะของถูกแจกฟรีให้ Dealer เพราะสถานะของผู้รับมีผลทางภาษี
อีกจุดที่สำคัญคือ Dealer Incentive กับของแถมไม่เหมือนกัน
ถ้าให้ Dealer เพราะทำยอดหรือเพื่อสนับสนุนการขายโดยแยกจากรายการขายเดิม อาจมีทั้งภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3%
แต่ถ้าเป็นของแถมที่ผูกกับรายการขายตั้งแต่ต้นและเข้าเงื่อนไข อาจไม่มีทั้งภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มและภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากของแถมนั้น
8. รางวัลจากการจับฉลาก ชิงโชค หรือการแข่งขัน
กรณีนี้ต้องแยกจากโปรโมชั่นที่ “ทุกคนที่ครบเงื่อนไขได้รับ”
เช่น
“ซื้อครบ 5,000 บาท รับกระเป๋าทุกคน”
ต่างจาก
“ซื้อครบ 5,000 บาท ได้ 1 สิทธิลุ้นโทรศัพท์”
กรณีหลังเป็นการชิงโชค
ภาษีมูลค่าเพิ่มฝั่งขาย
ถ้าบริษัทนำสินค้า เช่น โทรศัพท์ โทรทัศน์ หรือรถยนต์ไปมอบเป็นรางวัล ต้องพิจารณาภาษีมูลค่าเพิ่มฝั่งขายจากรางวัลที่ให้
เช่น ลูกค้าถูกรางวัลโทรศัพท์มูลค่าตลาด 40,000 บาท
บริษัทต้องนำมูลค่ารางวัลนั้นมาพิจารณาภาษีมูลค่าเพิ่มตามหลักของการให้สินค้าโดยไม่มีค่าตอบแทน
ภาษีมูลค่าเพิ่มฝั่งซื้อ
ภาษีมูลค่าเพิ่มจากการซื้อรางวัลมาใช้ในกิจกรรมส่งเสริมการขาย นำมาเครดิตได้ หากมีใบกำกับภาษีถูกต้องและไม่เข้าลักษณะภาษีซื้อต้องห้าม
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
รางวัลจากการประกวด การแข่งขัน หรือการชิงโชค ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 5%
ตัวอย่าง
โทรศัพท์มูลค่า 40,000 บาท
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย = 40,000 × 5% = 2,000 บาท
บริษัทจึงควรกำหนดกติกาไว้ตั้งแต่ต้นว่าผู้ได้รับรางวัลต้องชำระเงินค่าภาษีหัก ณ ที่จ่ายก่อนรับรางวัล หรือบริษัทจะรับภาระภาษีให้
ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ต้นทุนของรางวัลสามารถเป็นรายจ่ายของกิจการได้ หากเป็นกิจกรรมส่งเสริมการขายจริงและมีหลักฐานรองรับ
เอกสารที่ควรมี
Promotion Approval
กติกาการชิงโชคหรือการแข่งขัน
ระยะเวลาโครงการ
เงื่อนไขการได้รับสิทธิ
หลักฐานการจับรางวัลหรือการตัดสิน
รายชื่อผู้ได้รับรางวัล
ข้อมูลหรือหลักฐานยืนยันตัวผู้รับตามความเหมาะสม
PO / ใบกำกับภาษีของรางวัล
หลักฐานราคาตลาดของรางวัล
หลักฐานส่งมอบรางวัล
หลักฐานรับเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากผู้ได้รับรางวัล หากกำหนดให้ผู้รับเป็นผู้รับภาระ
หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย 5%
ข้อควรระวัง
คำว่า “แจกฟรี” กับ “ชิงโชค” ให้ผลทางภาษีหัก ณ ที่จ่ายต่างกันอย่างชัดเจน
ถ้าทุกคนที่ซื้อครบเงื่อนไขได้รับของ → ไม่ใช่การชิงโชค
แต่ถ้าต้องจับฉลาก แข่งขัน หรือคัดเลือกผู้ชนะ → ต้องพิจารณาภาษีหัก ณ ที่จ่าย 5%
นอกจากนี้ ก่อนประกาศ Promotion ควรกำหนดให้ชัดว่าใครรับผิดชอบภาษีหัก ณ ที่จ่าย เพราะถ้ารางวัลมีมูลค่าสูง เช่น รถยนต์หรือโทรศัพท์ อาจเกิดปัญหาตอนส่งมอบหากผู้ชนะไม่พร้อมชำระภาษี
สรุป
ก่อนบริษัทแจกของ ให้ดูข้อเท็จจริงตามลำดับ
เป็น Sample จริง หรือหยิบสินค้าที่มีไว้ขายมาแจก?
Sample ที่จัดทำไว้เพื่อแจกโดยเฉพาะอาจไม่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่สินค้าที่มีไว้ขายแล้วนำออกมาแจกมีภาษีมูลค่าเพิ่ม
ผู้รับต้องซื้อสินค้าหรือไม่?
ถ้าไม่ต้องซื้อและเป็นของแจก Marketing ทั่วไป โดยหลักมีภาษีมูลค่าเพิ่มจากของที่แจก
เป็นของแถมที่กำหนดตั้งแต่ตอนขายหรือไม่?
ถ้าใช่ มูลค่าของแถมไม่เกินสินค้าที่ขาย และเอกสารถูกต้อง อาจไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากของแถม และไม่มีภาษีหัก ณ ที่จ่ายแม้ผู้ซื้อเป็น Dealer
ซื้อครบยอดภายในวัน หรือสะสมยอดหลายเดือน?
ผลภาษีมูลค่าเพิ่มแตกต่างกัน โดยเฉพาะข้อยกเว้นของยอดซื้อในแต่ละวันไม่ควรนำไปใช้กับ Promotion สะสมยอดหลายเดือนโดยอัตโนมัติ
ผู้รับเป็น End Consumer หรือ Dealer?
Dealer ที่ซื้อสินค้าไปขายต่อแล้วได้รับรางวัลหรือประโยชน์จาก Promotion มีประเด็นภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3%
ทุกคนได้รับ หรือมีการจับฉลาก?
ถ้าเป็นการจับรางวัล การแข่งขัน หรือชิงโชค ต้องพิจารณาภาษีหัก ณ ที่จ่าย 5%
เป็นของ Marketing หรือของขวัญรับรองลูกค้า?
เพราะมีผลต่อภาษีมูลค่าเพิ่มฝั่งซื้อและข้อจำกัดของภาษีเงินได้นิติบุคคลต่างกัน
ดังนั้นสิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าบริษัทตั้งชื่อรายการว่า “ของแจก” “ของแถม” “ของสมนาคุณ” หรือ “Marketing Expense” แต่คือ ใครได้รับ ได้รับเพราะอะไร และบริษัทกำหนด Promotion และเอกสารไว้อย่างไรตั้งแต่ต้น
กดดูค่าบริการและขอบเขตงานของ Accornic
กดดูข้อมูลติดต่อ Accornic เพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
(บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไป โดยอ้างอิงข้อมูลและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ณ วันที่จัดทำ ทั้งนี้ การนำไปใช้ควรพิจารณาข้อเท็จจริงและเงื่อนไขเฉพาะของแต่ละกรณีประกอบ)