ภาษีสำหรับธุรกิจขายของออนไลน์

การขายของออนไลน์ ไม่ว่าจะผ่าน Shopee, Lazada, TikTok Shop, Facebook, LINE หรือเว็บไซต์ของตนเอง ยังคงมีหน้าที่ทางภาษีเช่นเดียวกับการทำธุรกิจทั่วไป โดยร้านค้าควรให้ความสำคัญกับ ภาษีเงินได้, ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT), ภาษีหัก ณ ที่จ่าย, และภาษีจากการใช้บริการต่างประเทศ รวมถึงควรแยกยอดขาย, ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม, คูปอง, ส่วนลด, และเงินสนับสนุนโปรโมชั่นให้ชัดเจน เนื่องจากรายการเหล่านี้มีผลต่อการคำนวณภาษีโดยตรง โดยสรุปประเด็นสำคัญที่ควรระวังมีดังนี้

1) ขายของได้ ต้องเอารายได้มาคิดภาษี

เงินที่ร้านขายของได้ ไม่ว่าจะลูกค้าโอนตรง รับผ่านแพลตฟอร์ม หรือแพลตฟอร์มโอนให้ภายหลัง ล้วนเป็นรายได้ของกิจการที่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้ เพียงแต่เวลาคิดภาษี ร้านไม่ได้ดูแค่ยอดขายอย่างเดียว แต่ต้องดูต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องด้วย

ในทางปฏิบัติ ร้านควรสรุปยอดขายทุกเดือนจากทุกช่องทางไว้ในที่เดียว เช่น Shopee, Lazada, Facebook, TikTok, เว็บไซต์ และยอดโอนตรง อย่าให้ยอดขายกระจายหลายไฟล์ เพราะพอถึงเวลายื่นภาษีจะตกหล่นง่ายมาก

2) ค่าใช้จ่ายของร้าน

ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับกิจการ เช่น ต้นทุนสินค้า ค่ากล่อง ค่าซอง ค่าขนส่ง ค่าโฆษณา ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ต และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการขาย สามารถมีผลต่อการคำนวณภาษีได้ แต่ต้องมีเอกสารหรือหลักฐานรองรับให้ครบ

วิธีที่ช่วยมากที่สุดคือ แยกบัญชีร้านกับบัญชีส่วนตัว และเก็บเอกสารทุกอย่างให้เป็นระบบ เช่น invoice, ใบเสร็จ, ใบกำกับภาษี, สลิปโอน, รายงานจากแพลตฟอร์ม และใบสรุปค่าธรรมเนียมต่างๆ โดยการจ่ายเงินทุกครั้งต้องเก็บเอกสารหลักฐานพิสูจน์ได้

กรมสรรพากรให้ความสำคัญกับ “พิสูจน์ได้ว่าใครเป็นผู้รับเงิน/จ่ายเงิน จ่ายให้ใคร จ่ายเรื่องอะไร” ถ้าไม่มีหลักฐาน ค่าใช้จ่ายนั้นจะเอามามาเป็นค่าใช้จ่ายไม่ได้ในทางภาษีทำให้เสียประโยชน์นำไปลดค่าใช้จ่ายทางภาษี

3) ถ้าขายในนามบุคคลธรรมดา ต้องไม่ลืมยื่นตามรอบ

รายได้จากการค้าขายโดยทั่วไปมักเข้ากลุ่มเงินได้ตามมาตรา 40(8) และมักเกี่ยวข้องกับการยื่น ภ.ง.ด.94 สำหรับครึ่งปี และ ภ.ง.ด.90 สำหรับทั้งปี กรมสรรพากรระบุว่าแบบ ภ.ง.ด.94 ใช้กับผู้มีเงินได้ตามมาตรา 40(5)–(8)

ถ้าขายในนามบุคคลธรรมดา รายได้จากการค้าขายโดยทั่วไปมักเกี่ยวข้องกับการยื่นภาษีระหว่างปีและปลายปีตามเกณฑ์ของกรมสรรพากร ดังนั้นอย่ารอให้ถึงสิ้นปีแล้วค่อยไล่ตัวเลขย้อนหลัง เพราะมักพลาดง่าย

ทางปฏิบัติ ให้ปิดยอดรายรับ-รายจ่ายทุกเดือน แล้วสรุปไว้ตลอดปี จะช่วยให้รู้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ว่าร้านเริ่มมีกำไรเท่าไร ควรเตรียมภาษีไว้แค่ไหน และมีเรื่อง VAT เข้ามาเกี่ยวหรือยัง

ส่วนรายจ่ายนั้น การหักค่าใช้จ่ายเลือกได้ 2 ทาง

ทางแรกคือ หักค่าใช้จ่ายตามจริง คือ เอาค่าใช้จ่ายที่ร้านจ่ายจริงและเกี่ยวกับการขายจริง มารวมกัน แล้วใช้ยอดนั้นหักจากรายได้ แต่ต้องมีหลักฐาน เช่น ต้นทุนสินค้า ค่ากล่อง ค่าซอง ค่าขนส่ง ค่าโฆษณา ค่าจ้าง ค่าระบบ ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม และค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็นต่อกิจการ กรมสรรพากรใช้คำว่า “หักตามความจำเป็นและสมควร” ซึ่งก็คือไม่ใช่อะไรก็ยัดเข้าเป็นค่าใช้จ่ายได้ ต้องเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวกับการหารายได้จริงและพิสูจน์ได้

ทางที่สองคือ หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา ไม่ต้องนั่งพิสูจน์ทีละรายการว่าจ่ายอะไรบ้าง แต่ใช้เปอร์เซ็นต์ที่กฎหมายกำหนดแทน สำหรับการขายของแบบที่ผู้ขาย ไม่ได้เป็นผู้ผลิต (ซื้อมาขายไป) กรมสรรพากรกำหนดอัตราเหมาไว้ที่ 60% ของรายได้ แต่ถ้าไม่ใช่กิจการซื้อมาขายไป ต้องดูตารางอัตราเหมาจ่าย 40(8) ตามประเภทของกิจการซึ่งอาจจะไม่ใช้ 60%

4) ถ้าเปิดเป็นบริษัท ภาษีจะเปลี่ยนอีกระบบหนึ่ง

หากร้านค้าดำเนินธุรกิจในนามบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ภาระภาษีจะอยู่ภายใต้ระบบภาษีเงินได้นิติบุคคล ไม่ใช่ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยกิจการต้องจัดทำบัญชีและจัดเก็บเอกสารให้ถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมาย เช่น ยอดขาย ต้นทุน ค่าใช้จ่าย สต๊อกสินค้า รายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขาย และรายการที่เกี่ยวข้องกับกรรมการหรือหุ้นส่วน รวมทั้งมีหน้าที่ยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 สำหรับรอบครึ่งปี และ ภ.ง.ด.50 สำหรับรอบสิ้นปี

ร้านที่ยอดเริ่มสูง มีสต๊อกเยอะ มีคนช่วยงานหลายคน หรือมีหุ้นส่วน ควรวางระบบบัญชีจริงจังตั้งแต่ต้น เพราะพอร้านโตแล้วค่อยย้อนกลับไปเก็บข้อมูล มักเสียเวลาและแก้ไขยากหากพบข้อผิดพลาด ทำให้มีความเสี่ยงจากการยื่นภาษีไม่เป็นตามกฎหมายกำหนด

5) ยอดขายเกิน 1.8 ล้านบาท ต้องเช็ก VAT ทันที

จุดสำคัญมากของร้านค้าออนไลน์คือ ถ้ารายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีหรือรอบระยะเวลาบัญชี จะมีหน้าที่ต้องจด VAT และเมื่อถึงเกณฑ์แล้ว ต้องไปดำเนินการภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด.

เรื่องที่ร้านพลาดบ่อยคือดูแต่ “กำไร” แต่เกณฑ์ VAT ดูที่ รายรับ ไม่ได้ดูว่ากำไรเหลือเท่าไร ดังนั้นต่อให้กำไรน้อย แต่ยอดขายรวมทะลุเกณฑ์ ก็อาจต้องจด VAT แล้ว

6) พอจด VAT แล้ว ต้องทำอะไรบ้าง

หลังจด VAT ไม่ใช่แค่บวก 7% ตอนขาย แต่ต้องจัดทำเอกสารภาษี รายงานภาษีขาย-ภาษีซื้อ และยื่น ภ.พ.30 ส่งสรรพากรแต่ละรายเดือนด้วย

ทางปฏิบัติ ร้านที่จด VAT ควรทำ 4 อย่างทุกเดือน: สรุปยอดขายที่มี VAT, เก็บใบกำกับภาษีซื้อ, ตรวจยอดภาษีขาย-ภาษีซื้อ, และยื่นแบบให้ตรงเวลา ถ้าไม่ทำต่อเนื่อง พังตอนยื่นย้อนหลังแน่นอน

7) ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ต้องแยกจากยอดขาย

ค่าคอมมิชชั่น ค่าธรรมเนียมการขาย ค่าธรรมเนียมรับชำระเงิน ค่าคลังสินค้า ค่าบริการจัดส่ง หรือค่าบริการโปรโมตที่แพลตฟอร์มหักก่อนโอนเงินเข้าร้าน เป็นเรื่องที่ต้องแยกออกจากยอดขายให้ชัด ไม่ควรเอาเงินสุทธิที่เหลือเข้าบัญชีมาเป็นยอดที่นำมาคิด VAT โดยตรง หลัก VAT ดูจากมูลค่าที่ผู้ประกอบการ “ได้รับหรือพึงได้รับ” จากการขายสินค้า ดังนั้นยอดขายกับค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายต่างๆ เป็นคนละเรื่องกัน

ยกตัวอย่างง่าย ๆ

ถ้าร้านขายได้ 1,000 บาท แต่แพลตฟอร์มหักค่าธรรมเนียม 100 บาท แล้วโอนเงินให้ 900 บาท ร้านไม่ควรบันทึกว่าขายได้ 900 บาทอย่างเดียว แต่ควรมองว่า ยอดขาย 1,000 บาท และค่าใช้จ่ายแพลตฟอร์ม 100 บาท แบบนี้ตัวเลขภาษีและกำไรจะเป็นไปตามหลักการที่ถูกต้อง

8) คูปองและส่วนลด ต้องดูว่าใครเป็นคนออกเงิน

คูปองและส่วนลดไม่ควรมองรวมกันทั้งหมด เพราะผลทางภาษีไม่เหมือนกัน ต้องดูว่า ลดทันทีหรือลดทีหลัง และ ร้านเป็นคนออกเอง หรือแพลตฟอร์ม/แบรนด์ช่วยออก.

8.1 ถ้าเป็น ส่วนลดหน้าบิล (ลดตอนขาย) หรือร้านลดให้ลูกค้าทันทีตอนขาย โดยหลักให้ดูยอดขายหลังหักส่วนลดการค้าที่แสดงในเอกสารขายนำมาคำนวณ VAT

8.2 ถ้าเป็น ลดภายหลังจากขายไปแล้ว (ลดทีหลัง) "ห้าม" ออกใบลดหนี้เพื่อลด VATขาย เช่น

  • ส่วนลดเงินสด (Cash Discount): ลดให้เพราะลูกค้าชำระเงินเร็วตามเงื่อนไข (เช่น 2/10, n/30)

  • ส่วนลดตามเป้า หรือ เงินคืน (Rebate / Volume Discount): คืนเงินให้เมื่อลูกค้าซื้อยอดสะสมถึงเป้าที่กำหนดในภายหลัง

  • รางวัลส่งเสริมการขาย (Sales Promotion): ให้โบนัส หรือของแถมเมื่อลูกค้าทำยอดทะลุเป้า

  • ค่าสนับสนุนการขาย (Marketing Support): กรณีห้างสรรพสินค้า (Modern Trade) หักค่าหัวกอง หรือค่าจัดเรียงสินค้าตอนจ่ายเงินให้เรา (ส่วนนี้ถือเป็นค่าบริการที่ห้างคิดกับเรา ไม่ใช่ส่วนลดค่าสินค้า)

กฎหมายไม่อนุญาตให้ออกใบลดหนี้ (Credit Note) เพื่อนำมาขอลดยอด VAT เดิมเด็ดขาด เพื่อให้เอกสารถูกต้อง ควร ระบุเงื่อนไขการชำระเงินให้ชัดเจนในใบแจ้งหนี้ ตามเงื่อนไขการค้าปกติที่ตกลงกันไว้ และเมื่อมีการรับชำระเงินจริง ควร ออกใบเสร็จรับเงินตามยอดที่รับจริง พร้อมระบุหมายเหตุให้ชัด เช่น “หักส่วนลดเงินสด … บาท” เพื่อให้สามารถตรวจสอบและกระทบยอดกลับไปยังใบแจ้งหนี้หรือใบกำกับภาษีฉบับเดิมได้อย่างถูกต้อง

8.3 ถ้าเป็น คูปองของแพลตฟอร์ม และร้านมีสิทธิได้เงินค่าสินค้าครบ เช่น สินค้าราคา 1,000 บาท ลูกค้าใช้คูปองแพลตฟอร์ม 100 บาท ลูกค้าจ่าย 900 บาท แต่แพลตฟอร์มชดเชยให้อีกร้อยหนึ่ง แบบนี้สำหรับร้านถือว่ายังขายที่ 1,000 บาท และ VAT ของร้านก็คิดจาก 1,000 บาท เพราะฐานภาษีดูจากมูลค่าที่ร้านได้รับหรือพึงได้รับทั้งหมด ไม่ได้ดูแค่ว่าลูกค้าควักจ่ายเองเท่าไร.

8.4 แต่ถ้าส่วนลดนั้นเป็น ส่วนลดของร้านเอง และร้านไม่ได้มีสิทธิได้เงินครบ 1,000 บาท แบบนี้ฐานภาษีก็ไม่ควรคิดจาก 1,000 บาท อาจถือว่าเป็นส่วนลดหน้าบิล ต้องดูข้อเท็จจริงตามยอดขายจริงและเอกสารขายที่เกิดจริง

9) เงินส่งเสริมการขาย เป็นรายได้กิจการ

เงินสนับสนุน เงินช่วยขาย เงิน rebate หรือ subsidy ที่ร้านได้รับจากผู้ผลิต เจ้าของแบรนด์ หรือผู้สนับสนุนโปรโมชัน โดยร้านไม่ได้ให้บริการอะไรตอบแทนโดยตรง แม้โดยหลักจะ ไม่ใช่ฐาน VAT แต่ก็ยังเป็น รายได้ของกิจการ ที่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้อยู่ดี การที่ “ไม่คิด VAT” ไม่ได้แปลว่า “ไม่เสียภาษี”

พูดง่าย ๆ คือ ถ้าร้านได้เงินก้อนหนึ่งมาเพราะขายได้ตามเป้า หรือเพราะเข้าร่วมแคมเปญส่งเสริมการขาย เงินก้อนนั้นไม่ควรปล่อยเป็นเงินนอกระบบ ต้องรับรู้เป็นรายได้ของร้านและเก็บเอกสารให้ครบ

10) แล้วเงินส่งเสริมการขาย คิด VAT หรือไม่

ถ้าเงินที่ร้านได้รับเป็น เงินส่งเสริมการขายจริง โดยร้านไม่ได้มีหน้าที่ให้บริการอะไรตอบแทน เช่น ไม่ได้ทำโฆษณา ไม่ได้ให้พื้นที่ ไม่ได้จัดกิจกรรมให้แบรนด์ เงินก้อนนั้นโดยหลัก ไม่ใช่ฐาน VAT

แต่ถ้าเงินที่เรียกว่า “เงินสนับสนุน” จริง ๆ แล้วเป็น ค่าบริการ เช่น ร้านรับเงินเพื่อทำโฆษณา จัดบูธ จัดเรียงสินค้า โปรโมตสินค้า หรือให้พื้นที่ทางการตลาด แบบนี้เนื้อแท้คือรายได้ค่าบริการ ซึ่งถ้าร้านจด VAT อยู่ ก็ต้องคิด VAT ตามปกติ

11) หัก ณ ที่จ่าย ไม่ได้เกิดตอนขายให้ลูกค้าทั่วไป

เรื่องหัก ณ ที่จ่ายที่ร้านออนไลน์ต้องระวังมาก คือมัน ไม่ได้เกิดตอนขายของให้ลูกค้าทั่วไป แต่จะเกิดตอนที่ร้าน เป็นผู้จ่ายเงินให้คนอื่น หรือบางกรณีตอนร้าน ได้รับเงินประโยชน์ส่งเสริมการขาย ตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

เช่น ถ้าร้านจ่ายค่าบริการให้ฟรีแลนซ์ จ่ายค่าทำคอนเทนต์ จ่ายค่าทำเว็บไซต์ จ่ายค่าโฆษณาบางประเภท หรือจ่ายผลประโยชน์ส่งเสริมการขายบางแบบ ร้านต้องเช็กว่ารายการนั้นเข้าข่ายต้องหัก ณ ที่จ่ายหรือไม่. ส่วนกรณีเงินส่งเสริมการขายตามคำสั่ง ป.118/2545 ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ของยอดเงินที่จ่าย ในบางกรณีตามลักษณะที่กฎหมายกำหนด

พูดให้จำง่ายคือ ขายของให้ลูกค้า ไม่ได้หัก ณ ที่จ่ายทุกบิล แต่ เวลาจ่ายเงินให้คนอื่น หรือ เวลาได้รับเงินประโยชน์ส่งเสริมการขายบางแบบ ต้องเช็กเรื่องนี้เสมอ

12) ซื้อโฆษณาหรือบริการจากต่างประเทศ อาจมี ภ.พ.36

ถ้าร้านซื้อโฆษณาออนไลน์ ซอฟต์แวร์ ระบบหลังบ้าน หรือบริการดิจิทัลจากต่างประเทศ บางกรณีอาจมีหน้าที่เกี่ยวกับ VAT จากการใช้บริการในประเทศไทยตามหลักของแบบ ภ.พ.36 ด้วย โดยกฎหมายดูที่การใช้บริการในราชอาณาจักร ไม่ได้ดูแค่ว่าผู้ให้บริการอยู่ประเทศไหน

ดังนั้นถ้าร้านมีการตัดบัตรจ่ายค่าโฆษณา สมัครสมาชิกรายเดือน/รายปีแล้วเข้าใช้งานผ่านเว็บหรือแอป บริการออนไลน์จากต่างประเทศเป็นประจำ อย่าคิดว่าแค่จ่ายเงินแล้วจบ ควรให้คนทำบัญชีช่วยเช็กทุกครั้งว่ารายการนั้นมีหน้าที่ด้านภาษีเพิ่มหรือไม่

สำนักงาน แอคคอร์นิค

บทความด้านบัญชี ภาษี และงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำโดยสำนักงานแอคคอร์นิค เพื่อให้ข้อมูลทั่วไป โดยเรียบเรียงให้เข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้อย่างเหมาะสม

https://www.accornic.com
Previous
Previous

อากรแสตมป์ (Stamp Duty)